• หมวดกฏหมาย
  • ตาราง / ประกาศคำสั่ง
  • ICP
  • ค้นหาตามหมวดอักษร
  • ค้นหาด้วยคำ
  • กฏหมายอื่น
  • รวมคำภิพากษาฎีกา
  • คำชีขาดอนุญาโตตุลาการ
  • คู่มือการใช้งาน
  
 
 
  พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. ๒๕๓๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘
 
 มาตรา ๑
 มาตรา ๒
 มาตรา ๓
 มาตรา ๔
 มาตรา ๕
หมวด ๑ บริษัท
หมวด ๑/๑ การดำรงเงินกองทุนและสินทรัพย์สภาพคล่อง
หมวด ๒ การควบคุมบริษัท
หมวด ๓ การเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย
หมวด ๔ ตัวแทนประกันวินาศภัยและนายหน้าประกันวินาศภัย
หมวด ๔/๑ นักคณิตศาสตร์ประกันภัย
หมวด ๕ กองทุนประกันวินาศภัย
หมวด ๖ บทกำหนดโทษ
บทเฉพาะกาล
อัตราค่าธรรมเนียม

  Support
 
 
มีปัญหาในการเปิดไฟล์ pdf
คลิกดาวน์โหลด Adobe Reader ได้ที่นี่
  Install Adobe Reader
 
มีปัญหาในการแสดงผลหน้าเว็บ
คลิกดาวน์โหลด Flash Player ได้ที่นี่
  Install Adobe Flash Player
 
Home ประกาศคำสั่ง ประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย พ.ศ.๒๕๕๒  
 
   
  ประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย พ.ศ.๒๕๕๒
 
ชื่อประกาศ / คำสั่ง : ประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย พ.ศ.๒๕๕๒
ประกาศ / คำสั่งที่เกี่ยวข้อง : ประกาศคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
เนื้อหา :

     อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๗ (๒) แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.๒๕๓๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๕๑ ประกอบกับมติที่ประชุมคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ครั้งที่ ๙/๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๒ คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยออกประกาศ ไว้ดังนี้

     ข้อ ๑ ให้ยกเลิก
          (๑) ประกาศนายทะเบียน เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย ลงวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๕
          (๒) ประกาศนายทะเบียน เรื่อง การประเมินราคารทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย (ฉบับที่ ๒) ลงวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ.๒๕๔๖
          (๓) ประกาศนายทะเบียน เรื่อง การประเมินราคารทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย (ฉบับที่ ๓) ลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๗
          (๔) ประกาศนายทะเบียน เรื่อง การประเมินราคารทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย (ฉบับที่ ๔) ลงวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ.๒๕๔๙

     ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้มีผลใช้บังคับนับแต่วันประกาศเป็นต้นไป เว้นแต่ข้อกำหนดว่าด้วยการประเมินราคาด้วยวิธีดอกเบี้ยที่แท้จริง อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective interest rate) และข้อกำหนดในข้อ ๖(๙) ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ๒๕๕๔ เป็นต้นไป


หมวด ๑
นิยามศัพท์

     ข้อ ๓ ความหมายของรายการสินทรัพย์ หนี้สิน และวิธีปฏิบัติทางบัญชีในประกาศฉบับนี้ให้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีที่รับรองทั่วไป และในกรณีที่มาตรฐานการบัญชีไม่ได้กำหนดคำนิยามดังกล่าวไว้ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัย

     ข้อ ๔ ในประกาศนี้
          “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
          “บริษัท” หมายความว่า บริษัทประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วการประกันวินาศภัย
          “บริษัทประเมินค่าทรัพย์สิน” หมายความว่า บริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ให้เป็นบริษัทประเมินมูลค่าทรัพย์สิน เพื่อวัตถุประสงค์สาธารณะ
          “รัฐวิสาหกิจ” หมายความว่า รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
          “สถาบันการเงิน” หมายความว่า สถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน

หมวด ๒
การประเมินราคาทรัพย์สิน

 

     ข้อ ๕ ทรัพย์สินของบริษัทให้ประเมินราคาตามข้อกำหนดในประกาศนี้ และทรัพย์สินที่ประเมินราคาได้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังนี้
          (๑) มีอยู่ในประเทศไทย เว้นแต่ทรัพย์สินที่ได้รับอนุญาตเพื่อการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยในต่างประเทศ หรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นเนื่องจากการประกอบธุรกิจประกันภัยต่อกับต่างประเทศ หรือทรัพย์สินที่เกิดขึ้นเนื่องจากการที่บริษัทลงทุนในต่างประเทศตามประกาศว่าด้วยการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัย
          (๒) บริษัทมีกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิเรียกร้อง
          (๓) ไม่มีภาระผูกพัน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน
          (๔) บริษัทได้มาหรือมีอยู่โดยฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ประกาศหรือคำสั่งของคณะกรรมการ ประกาศหรือคำสั่งของนายทะเบียน และเงื่อนไขที่ออกหรือกำหนดตามกฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ประกาศหรือคำสั่งคณะกรรมการ ประกาศหรือคำสั่งของนายทะเบียน ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ.๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม

     ข้อ ๖ การประเมินราคาทรัพย์สิน นอกจากต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ในข้อ ๕ แล้ว ต้องเป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขดังต่อไปนี้ด้วย
         (๑) พันธบัตรรัฐบาลไทย พันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศ พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตรรัฐวิสาหกิจไทย และดอกเบี้ยค้างรับจากพันธบัตร ให้ประเมินราคาดังนี้
               (๑.๑) พันธบัตร ให้ประเมินราคาดังนี้
                         (ก) พันธบัตรไทย ให้ประเมินราคาตามราคาตลาด (Clean Price) ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ณ สิ้นวันประเมินราคา
                         (ข) พันธบัตรต่างประเทศให้ใช้ราคาของตลาดนั้นที่เผยแพร่โดยแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ คือ Bloomberg, Reuters, Telerate หรือ Euroclear แหล่งใดแหล่งหนึ่ง ณ สิ้นวันประเมินราคา
                         (ค) ในกรณที่มีการจดทะเบียนตาม (ก) หรือ (ข) แต่ไม่สามารถหาราคาตลาดตาม (ก) หรือราคาที่เผยแพร่ตาม (ข) ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจำหน่ายด้วยวิธีดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Interest Rate)
               (๑.๒) ดอกเบี้ยค้างรับจากพันธบัตร ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินที่ค้างรับ
          (๒) ตั๋วเงินคลัง ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจำหน่ายด้วยวิธีดอกเบี้ยที่แท้จริง(Effective Interest Rate)
          (๓) พันธบัตรอื่นที่มิได้กำหนดใน (๑)หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ และดอกเบี้ยค้างรับจากพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพให้ประเมินราคาดังนี้
               (๓.๑) พันธบัตรอื่นที่มิได้กำหนดใน (๑) หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพให้ประเมินราคาดังนี้
                         (ก) ถ้ามีการจดทะเบียนในสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยให้ประเมินราคาตามตลาด (Clean Price) ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ณ สิ้นวันประเมินราคา
                         (ข) ถ้ามีการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยให้ประเมินราคาตามราคาเสนอซื้อ ณ สิ้นวันประเมินราคา แต่ถ้าวันประเมินราคาไม่มีราคาเสนอซื้อให้ประเมินราคาโดยใช้ราคาเสนอซื้อครั้งหลังสุดที่มีอยู่ก่อนวันประเมินราคา ถ้าราคาเสนอครั้งหลังสุดที่มีอยู่เกินกว่าสามสิบวันนับจากวันประเมินราคา ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจำหน่ายด้วยวิธีดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Interest Rate) หักด้วยค่าเผื่อการด้อยค่า
                         (ค) ถ้ามีการจดทะเบียนในตลาดต่างประเทศ ให้ใช้ราคาของตลาดนั้นที่เผยแพร่โดยแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ คือ Bloomberg Reuters Telerate หรือ Euroclear แหล่งใดแหล่งหนึ่ง ณ สิ้นวันประเมินราคา
                         (ง) ถ้าไม่มีการจดทะเบียนตาม (ก) (ข)และ(ค) ให้ประเมินราคาตามทุนตัดจำหน่ายด้วยวิธีดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Interest Rate) หักด้วยค่าเผื่อการด้อยค่า
                         (จ) ถ้ามีการจดทะเบียนตาม (ก) และ (ข) ให้ประเมินราคาตาม (ก)
                         (ฉ) ในกรณีที่มีการจดทะเบียนตาม (ก) หรือ (ค) แต่ไม่สามารถหาราคาตลาดตาม (ก) หรือราคาที่เผยแพร่ตาม (ค) ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจำหน่ายด้วยวิธีดอกเบี้ยที่แท้จริง(Effective Interest Rate) หักด้วยค่าเผื่อการด้อยค่า
               (๓.๒) ดอกเบี้ยค้างรับจากพันธบัตรอื่นที่มิได้กำหนดใน (๑)หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินที่ค้างรับ
               (๓.๓) ห้ามมิให้ประเมินราคาพันธบัตรอื่นที่มิได้กำหนดใน (๑)หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ และดอกเบี้ยค้างรับจากพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ ในกรณีดังต่อไปนี้
                         (ก) ค้างชำระดอกเบี้ยเกินกว่าระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันที่ถึงกำหนดชำระ
                         (ข) ครบกำหนดชำระเงินต้นและถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน
                         (ค) ประกาศปฏิเสธการจ่ายเงิน หรือเข้าเงื่อนไขปฏิเสธการจ่ายเงิน
                         (ง) ผู้ออกเลิกกิจการหรือถูกสั่งปิดกิจการ
               (๓.๔) ในกรณีที่มีการปรับโครงสร้างหนี้ ให้ประเมินราคาพันธบัตรอื่นที่มิได้กำหนดใน (๑) หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ และดอกเบี้ยค้างรับจากพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพได้ตามสัดส่วนที่คาดว่าจะได้รับชำระตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ เว้นแต่เป็นการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งที่สองเป็นต้นไป ห้ามมิให้ประเมินราคา
               (๓.๕)ในกรณีมีการดำเนินคดีทางศาล และศาบได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้บริษัทมีสิทธิได้รับชำระหนี้ ให้ประเมินราคาพันธบัตรอื่นท่มิได้กำหนดใน (๑) หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ และดอกเบี้ยค้างรับจากพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพดังนี้
                         (ก) กรณีบริษัทยังไม่ได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาให้ประเมินราคาตามคำพิพากษาหรือคำสั่งต่อไปได้ไม่เกินสามเดือนนับแต่วันพ้นกำหนดในคำบังคับ
                         (ข) กรณีบริษัทร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ให้ประเมินราคาตามคำพิพากษาหรือคำสั่งแต่ไม่เกินราคาทรัพย์ที่ร้องขอให้ยึด
          (๔) ตั๋วเงินและดอกเบี้ยค้างรับจากตั๋วเงิน ให้ประเมินราคาดังนี้
               (๔.๑) ตั๋วแลกเงินหรือตั๋วสัญญาใช้เงิน ให้ประเมินราคาตามทุนตัดจำหน่ายด้วยวิธีดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective Interest Rate)หักด้วยค่าเผื่อการด้อยค่า
               (๔.๒) เช็คที่กำหนดจ่ายเงินเมื่อทวงถามและได้ยื่นเช็คแก่สถาบันการเงิน เพื่อให้ใช้เงินภายในสามวันทำการนับตั้งแต่วันที่ได้รับเช็คนั้น ให้ประเมินราคาตามจำนวนที่ปรากฏในเช็ค
               (๔.๓) ดอกเบี้ยค้างรับจากตั๋วเงิน ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินที่ค้างรับ
               (๔.๔) ห้ามมิให้ประเมินราคาตั๋วเงินและดอกเบี้ยค้างรับจากตั๋วเงินในกรณีดังต่อไปนี้
                         (ก) ค้างชำระเกินกว่าระยะเวลาสามเดือนนับแต่วันที่ถึงกำหนดชำระ
                         (ข) ถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน
                         (ค) ผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกเลิกกิจการหรือถูกสั่งปิดกิจการ เว้นแต่ตั๋วเงินนั้นเป็ฯตั๋วเงินที่มีผู้อาวัลการใช้เงินทั้งจำนวนเงินต้นและดอกเบี้ย
               (๔.๕) ในกรณีที่มีการปรับโครงสร้างหนี้ ให้ประเมินราคาตั๋วเงิน และดอกเบี้ยค้างรับจากตั๋วเงิน ได้ตามสัดส่วนที่คาดว่าจะได้รับชำระตามสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ เว้นแต่เป็นการปรับโครงสร้างหนี้ครั้งที่สองเป็นต้นไป ห้ามมิให้ประเมินราคา
               (๔.๖)ในกรณีมีการดำเนินคดีทางศาล และศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้บริษัทมีสิทธิได้รับชำระหนี้ ให้ประเมินราคาตั๋วเงินดังนี้
                         (ก) กรณีบริษัทยังไม่ได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ให้ประเมินราคาตามคำพิพากษาหรือคำสั่งต่อไปได้ไม่เกินสามเดือนนับแต่วันพ้นกำหนดในคำบังคับ
                         (ข) กรณีบริษัทร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ให้ประเมินราคาตามคำพิพากษาหรือคำสั่งแต่ไม่เกินราคาทรัพย์ที่ร้องขอให้ยึด
          (๕) สลากออมทรัพย์ ให้ประเมินราคาตามราคาตรา
          (๖) หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ ให้ประเมินราคาดังนี้
               (๖.๑) ถ้ามีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาตามราคาเสนอซื้อ ณ สิ้นวันประเมินราคา แต่ถ้าวันประเมินราคาไม่มีราคาเสนอซื้อ ให้ประเมินราคาโดยใช้ราคาเสนอซื้อครั้งหลังสุดที่มีอยู่ก่อนวันประเมินราคา ถ้าราคาเสนอซื้อครั้งหลังสุดที่มีอยู่เกินกว่าสามสิบวันนับจากวันประเมินราคาหรือในกรณีที่หุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิถูกขึ้นเครื่องหมาย “อยู่ระหว่างห้ามซื้อหรือขายชั่วคราว” (SP) เป็นเวลาสี่เดือนติดต่อกัน ให้ประเมินราคาตามราคาซื้อแต่ไม่เกินราคาตามมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ของหุ้นตามบัญชีงบดุลของผู้ออกหุ้น ณ วันสิ้นปีบัญชีครั้งสุดท้าย
               (๖.๒) ถ้าอยู่ในระหว่างการขอนำหลักทรัพย์นั้นไปจดทะเบียนการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้ว ให้ประเมินราคาตามราคาที่เสนอขายต่อบุคคลทั่วไป (IPO)
               (๖.๓) ถ้าไม่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาตามราคาซื้อ แต่ไม่เกินราคาตามมูลค่าบัญชี (Book Value) ของหุ้นตามบัญชีงบดุลของผู้ออกหุ้น ณ วันสิ้นปีบัญชีครั้งสุดท้าย เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนเมื่อบริษัทร้องขอสำหรับหุ้นสามัญที่บริษัทลงทุนซื้อเพื่อการรวมกิจการหรือรับโอนกิจการ ทั้งนี้ นายทะเบียนอาจกำหนดเงือนไขใดๆ ก็ได้ ยกเว้นในกรณีที่ได้รับอนุญาตให้ลงทุนในต่างประเทศ ให้ใช้ราคาที่เผยแพร่ ณ สิ้นวันประเมินราคาของลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศที่มีหน่วยงานของรัฐกำกับดูแล แต่ถ้าวันประเมินราคาไม่มีราคาที่เผยแพร่ ให้ประเมินราคาโดยใช้ราคาที่เผยแพร่ครั้งหลังสุดที่มีอยู่ก่อนวันประเมินราคา ถ้าราคาที่เผยแพร่ครั้งหลังสุดที่มีอยู่เกินว่าสามสิบวันนับจากวันประเมินราคา หรือในกรณีที่ห้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิถูกขึ้นเครื่องหมาย "อยู่ระหว่างห้ามซื้อหรือขายชั่วคราว" (SP) เป็นเวลาสี่เดือนติดต่อกัน หรือเป็นหุ้นที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ ให้ประเมินราคาตามราคมซื้อแต่ราคาไม่เกินราคาตามมูลค่าตามบัญชี (Book Value) ของหุ้นตามบัญชีงบดุลของผู้ออกหุ้น ณ วันสิ้นปีบัญชีครั้งสุดท้าย
               (๖.๔) ห้ามมิให้ประเมินราคา หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิที่บริษัทผู้ออกกิจการหรือถูกสั่งปิดกิจการ
          (๗) หน่วยลงทุน ให้ประเมินราคาดังนี้
               (๗.๑) ถ้ามีการซื้อขายในตลาดทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาตามราคาเสนอซื้อ ณ สิ้นวันประเมินราคา แต่ถ้าวันประเมินราคาไม่มีราคาเสนอซื้อ ให้ประเมินราคาโดยใช้ราคาเสนอซื้อครั้งหลังสุดที่มีอยู่ก่อนวันประเมินราคา
               (๗.๒) ถ้าอยู่ในระหว่างการขอนำหลักทรัพย์นั้นไปจดทะเบียนการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แล้ว ให้ประเมินราคาตามราคาที่เสนอขายต่อบุคคลทั่วไป (IPO)
               (๗.๓) ถ้าไม่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาตามมูลค่าสินทรัพย์สุทธิต่อหน่วย (Net Assets Value per Unit) ของกองทุนรวม ณ สิ้นวันประเมินราคา
          (๘) ใบสำคัญแสดงสิทธิ ให้ประเมินราคาดังนี้
               (๘.๑) ถ้ามีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาตามราคาเสนอซื้อ ณ สิ้นวันประเมินราคา แต่ถ้าวันประเมินราคาไม่มีราคาเสนอซื้อ ให้ประเมินราคาโดยใช้ราคาเสนอซื้อครั้งหลังสุดที่มีอยู่ก่อนวันประเมินราคา ถ้าราคาเสนอซื้อครั้งหลังสุดที่มีอยู่เกินกว่าสามสิบวันนับจากวันประเมินราคา ให้ประเมินราคาตามราคาบัญชี
               (๘.๒) ถ้าไม่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ประเมินราคาตามราคาซื้อ ถ้าไม่มีราคาซื้อให้ประเมินราคาตามราคาบัญชี
          (๙) เงินให้กู้ยืม ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระหักด้วยค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้
               (๙.๑) เงินให้กู้ยืมโดยมีทรัพย์สินจำนำ จำนองเป็นประกัน หากลูกหนี้ไม่ได้ชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ย หรือเงินต้นและดอกเบี้ย แต่ละงวดครบจำนวนตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเป็นระยะเวลาเกินกว่าสามเดือนแต่ไม่เกินสิบสองเดือนนับแต่วันถึงกำหนดชำระ ให้ประเมินราคาตามหลักเกณฑ์และวิธีการดังนี้
                         (ก) เงินให้กู้ยืมโดยมีพันธบัตรจำนำเป็นประกัน ให้ประเมินราคาเท่ากับร้อยละเก้าสิบของมูลค่าพันธบัตรที่จำนำเป็นประกัน เงินให้กู้ยืมโดยมีหุ้น หุ้นกู้ หรือหน่วยงลงทุนจำนำเป็นประกัน ให้ประเมินราคาเท่ากับร้อยละหกสิบของมูลค่าหุ้น หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุนที่จำนำเป็นประกัน โดยให้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่จำนำเป็นประกันนั้นตามหลักเกณฑ์การประเมินราคาที่กำหนดไว้ใน (๑) (๓) (๖) และ (๗) แล้วแต่กรณี
                         (ข) เงินให้กู้ยืมโดยมีอสังหาริมทรัพย์จำนองเป็นประกัน
                               ๑) ให้ประเมินราคาเทากับร้อยละสี่สิบของราคาประเมินอสังหาริมทรัพย์ที่จำนองเป็นประกันหรือของราคาที่เสนอขายทั่วไปในโครงการนั้น ซึ่งเป็นราคาที่ใช้ในการทำสัญญากู้ยืม
                               ๒) กรณีมีเฉพาะที่ดินอย่างเดียวจำนองเป็นประกันให้ประเมินราคาเท่ากับร้อยละหกสิบของราคาประเมินของกรมธนารักษ์ครั้งสุดท้าย
                         การประเมินมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ที่จำนองเป็นประกันไว้ตาม ๑) และ ๒) ที่ทำการประเมินไว้ไม่เกินยื่สิบสี่เดือนโดยบริษัทที่ประเมินค่าทรัพย์สิน ให้ประเมินราคาเท่ากับร้อยละหกสิบของราคาประเมินนั้น แต่ทั้งนี้บริษัทประเมินค่าทรัพย์สินดังกล่าวต้องไม่เกี่ยวข้องกับผู้กู้และผู้ให้กู้ในลักษณะเดียวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัทตามประกาศว่าด้วยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการบริษัทประกันวินาศภัย
                         (ค) การประเมินราคาเงินให้กู้ยืมตาม (ก) และ (ข) ต้องไม่เกินมูลค่าทรัพย์สินที่มีการจดจำนอง จำนำ ตามประกาศว่าด้วยการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัย และไม่เกินจำนวนเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระหักด้วยค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ
               (๙.๒) ห้ามมิให้ประเมินราคาเงินให้กู้ยืมที่มีทรัพย์สินจำนำ จำนองเป็นประกัน หากลูกหนี้ไม่ได้ชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ย หรือเงินต้นและดอกเบี้ยแต่ละงวดครบจำนวนตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเป็นระยะเวลาเกินกว่าสิบสองเดือนนับแต่วันถึงกำหนดชำระ
               (๙.๓) เงินให้กู้ยืมที่มีทรัพย์สินจำนำ จำนองเป็นประกัน หากได้มีการทำข้อตกลงประนอมหนี้ให้ประเมินราคาดังนี้
                         (ก) ในกรณีที่ลูกหนี้ได้ชำระเงินครบถ้วนตามข้อตกลงประนอมหนี้ติดต่อกันมาแล้วไม่น้อยกว่าหกงวด หรือรวมเป็นเงินไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของยอดเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระตามข้อตกลงประนอมหนี้ ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระหักด้วยค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เว้นแต่ภายหลังขาดการชำระหนี้ติดต่อกันสองงวด หรือเป็นระยะเวลาสองเดือนติดต่อกันแต่ไม่เกินกว่าหกเดือนนับแต่วันถึงกำหนดชำระตามข้อตกลงประนอมหนี้ ให้ประเมินราคาเช่นเดียวกับหลักเกณฑ์และวิธีการใน (๙.๑) (ก) หรือ (ข) ไปจนสิ้นระยะเวลา แต่ต้องไม่เกินมูลค่าทรัพย์สินที่มีการจดจำนอง จำนำ ตามประกาศว่าด้วยการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัย และไม่เกินจำนวนเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระตามข้อตกลงประนอมหนี้หักด้วยค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ
                         กรณีตาม (ก) หากเป็นการทำข้อตกลงประนอมหนี้ครั้งที่สองเป็นต้นไป ห้ามมิให้ประเมินราคา
                         (ข) ห้ามมิให้ประเมินราคาเงินให้กู้ยืมที่มีทรัพย์สินจำนำ จำนองเป็นประกันที่ได้มีการทำข้อตกลงประนอมหนี้ หากข้อตกลงในการประนอมหนี้ทำให้เงื่อนไขการให้กู้ยืมไม่เป็นไปตามที่กำหนดในประกาศว่าด้วยการลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัย
               (๙.๔) ห้ามมิให้ประเมินราคาเงินให้กู้ยืมที่ไม่มีทรัพย์สินจำนำ จำนองเป็นประกัน หากลูกหนี้ไม่ได้ชำระเงินต้นและดอกเบี้ย หรือเงินต้นและดอกเบี้ยแต่ละงวดครบจำนวนตามข้อตกลงในสัญญากู้ยืมเป็นระยะเวลาเกินกว่าสามเดือนนับแต่วันถึงกำหนดชำระ
               (๙.๕) เงินให้กู้ยืมตาม (๙.๑) (๙.๒) (๙.๓) และ (๙.๔) หากศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้บริษัทมีสิทธิ์ได้รับชำระหนี้ ให้ประเมินราคาดังนี้
                         (ก) กรณีบริษัทยังไม่ได้ร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษา ให้ประเมินราคาตามคำพิพากษาหรือคำสั่งต่อไปได้ไม่เกินสามเดือนนับแต่วันพ้นกำหนดในคำบังคับ
                         (ข) กรณีบริษัทร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของลูกหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว ให้ประเมินราคาตามคำพิพากษาหรือคำสั่งแต่ไม่เกินราคาทรัพย์ที่ร้องขอให้ยึด
          (๑๐) เงินลงทุนให้เช่าซื้อรถ ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินให้เช่าซื้อคงค้างหักยอดคงเหลือของดอกผลจากการให้เช่าซื้อรอตัดบัญชีและหักด้วยค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ แต่ทั้งนี้ต้องค้างชำระค่างวดไม่เกินหกเดือน
          กรณีผู้เช่าซื้อผิดสัญญาเช่าซื้อและบริษัทได้ดำเนินการยึดทรัพย์สิน ให้ประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดมาตามราคาซื้อขายเงินสด ณ วันเริ่มทำสัญญาหักด้วยค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุดตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้าย
          (๑๑) เงินลงทุนให้เช่าทรัพย์สินแบบลิสซิ่งประเภทสัญญาเช่าการเงิน ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินลูกหนี้คงค้างหักรายได้ดอกเบี้ยที่ยังไม่ได้รับหักด้วยค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ แต่ทั้งนี้ต้องค้างชำระค่าเช่าไม่เกินหกเดือน
          กรณีผู้เช่าผิดสัญญาเช่าและบริษัทได้ดำเนินการยึดทรัพย์สิน ให้ประเมินราคาทรัพย์สินที่ยึดมาตามราคาซื้อขายเงินสด ณ วันที่เริ่มทำสัญญาหักค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุดตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้าย
          (๑๒) ตราสารอนุพันธ์ ให้ประเมินราคาด้วยมูลค่ายุติธรรมตามราคาตลาด ยกเว้นตราสารอนุพันธ์ที่เป็นหนี้สินที่มีความเกี่ยวข้องและต้องมีการรับหรือจ่ายชำระโดยการส่งมอบตราสารทุนที่ไม่มีราคาเสนอซื้อขายซึ่งมูลค่ายุติธรรมไม่สามารถวัดได้อย่างน่าเชื่อถือ ซึ่งจะต้องถูกวัดมูลค่าด้วยวิธีราคาทุน
          ในกรณีที่ไม่มีราคาตลาด ให้กำหนดมูลค่ายุติธรรมโดยใช้เทคนิคการประเมินมูลค่าอย่างแพร่หลาย โดยที่วัตถุประสงค์ของการใช้เทคนิคการประเมินมูลค่าคือ การกำหนดหาราคา ณ วันที่มีการวัดมูลค่าหากมีการแลกเปลี่ยนทางการค้าตามปกติ
          เทคนิคการประเมินมูลค่าตามวรรคสอง หมายความรวมถึง การใช้ข้อมูลการทำรายการในตลาดล่าสุดระหว่างผู้ซื้อผู้ขายที่มีความรอบรู้และเต็มใจ หรือหากสามารถอ้างอิงกับมูลค่าปัจจุบันของเครื่องมือทางการเงินอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน
          ในกรณีที่ไม่สามารถอ้างอิงมูลค่าปัจจุบันของเครื่องมือทางการเงินอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ให้บริษัทใช้การวิเคราะห์กระแสเงินสดคิดลด หรือแบบจำลองการคำนวณราคาโดยจะต้องใส่ตัวแปรทั้งหมดที่ผู้ค้าในตลาดใช้ในการกำหนดราคา และจะต้องสอดคล้องกับวิธีการที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปในการกำหนดราคาตราสารอนุพันธ์ บริษัทอาจปรับเทคนิคการประเมินมูลค่าและทดสอบความสมเหตุสมผลเป็นระยะๆ โดยใช้ราคาจากราคาที่สังเกตได้สำหรับตราสารเดียวกัน หรือใช้ข้อมูลที่สังเกตได้จากตลาด โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนตราสารหรือจัดรูปแบบตราสารใหม่
          (๑๓) เงินฝากหรือใบรับฝากเงินสถาบันการเงิน ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินที่ฝากไว้ เว้นแต่บัตรเงินฝาก (Negotiable Certificate of Deposit) ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจำหน่ายด้วยวิธีดอกเบี้ยที่แท้จริง (effective Interest Rate)
          (๑๔) เงินสดหรือเงินตราต่างประเทศที่เก็บไว้ที่สำนักงานของบริษัท ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินที่มีอยู่
          (๑๕) ธนาณัติ การรับจ่ายและการโอนเงิน ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินที่ระบุไว้
          (๑๖) ดอกเบี้ยค้างรับจากเงินฝากหรือใบรับฝากเงินสถาบันการเงิน และดอกเบี้ยค้างรับจากสลากออมทรัพย์ ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินที่ค้างรับ
          (๑๗) เงินปันผลที่ประกาศจ่ายและยังค้างรับอยู่ ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินที่ค้างรับ
          (๑๘) รายได้จากการลงทุนค้างรับอื่น ๆ นอกจาก (๑) (๓) (๔) (๙) และ (๑๖) ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินที่ค้างรับ แต่ทั้งนี้ต้องค้างรับไม่เกินหกเดือนนับแต่วันที่ครบกำหนดชำระ
          (๑๙) เงินวางไว้จากการประกันภัยต่อ ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินที่วางไว้
          (๒๐) เงินค้างรับจากการประกันภัยต่อ ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินที่ค้างรับหักด้วยค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ทั้งนี้ในกรณีที่ปรากฎว่าไม่มีการชำระเงิน (settlement) ภายในหนึ่งปีนับจากวันที่ลงในใบแจ้งหนี้ (statement) ห้ามมิให้ประเมินราคาเงินค้างรับดังกล่าว โดยห้ามมิให้นำเงินค้างรับทั้งจำนวนนั้นหักออกจากเงินค้างจ่ายที่บริษัทต้องจ่ายให้กับบริษัทประกันภัยต่อรายเดียวกัน
          (๒๑) เบี้ยประกันภัยค้างรับ ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินที่ค้างรับหักด้วยค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ โดย
                    (๒๑.๑) เบี้ยประกันภัยรถยนต์
                              (ก) กรณีลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล ให้ประเมินราคาได้เฉพาะเบี้ยประกันภัยค้างรับที่ไม่เกินสี่สิบห้าวันนับแต่วันที่สัญญาประกันภัยเริ่มต้นให้ความคุ้มครอง
                              (ข) กรณีลูกค้าที่เป็นบุคคลธรรมดา ให้ประเมินราคาได้เฉพาะเบี้ยประกันภัยค้างรับที่ไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่สัญญาประกันภัยเริ่มต้นให้ความคุ้มครอง
                    (๒๑.๒) เบี้ยประกันภัยประเภทอื่นๆ ให้ประเมินราคาได้เฉพาะเบี้ยประกันภัยค้างรับที่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่สัญญาประกันภัยเริ่มต้นให้ความคุ้มครอง หรือไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่ถึงกำหนดชำระในงวดต่อๆ ไป ในกรณีที่สัญญาประกันภัยนั้นได้กำหนดให้มีการชำระเป็นงวดหรือภายในระยะเวลากว่านั้นตามที่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนตามประกาศนายทะเบียนว่าด้วยการเก็บเบี้ยประกันภัย ยกเว้นเบี้ยค้างรับดังต่อไปนี้ให้ประเมินได้เต็มจำนวน
                              (ก) เบี้ยประกันภัยค้างรับตามสัญญาคุ้มครองชั่วคราว
                              (ข) เบี้ยประกันภัยค้างรับจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การระหว่างประเทศ
                              (ค) เบี้ยประกันภัยค้างรับจากการประกันภัยทางทะเล
          (๒๒) อสังหาริมทรัพย์ ให้ประเมินราคาดังนี้
                    (๒๒.๑) ที่ดินให้ประเมินราคาตามราคาประเมินของกรมธนารักษ์ครั้งสุดท้ายหรือประเมินราคาด้วยมูลค่ายุติธรรมโดยบริษัทประเมินค่าทรัพย์สิน และบริษัทประเมินค่าทรัพย์สินดังกล่าวต้องไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทในลักษณะเดียวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัทประกันตามประกาศว่าด้วยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัทประกันวินาศภัย ทั้งนี้การประเมินมูลค่านั้นต้องกระทำมาไม่เกินสามสิบหกเดือน
                    (๒๒.๒) อาคารซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของบริษัท ให้ประเมินราคาตามราคาทุนหักด้วยค่าเสื่อมราคาสะสม หรือประเมินราคาด้วยมูลค่ายุติธรรมโดยบริษัทประเมินค่าทรัพย์สินหักด้วยค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุดตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้าย และบริษัทประเมินค่าทรัพย์สินดังกล่าวต้องไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทในลักษณะเดียวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัทตามประกาศว่าด้วยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัทประกันวินาศภัย ทั้งนี้การประเมินมูลค่านั้นต้องกระทำมาไม่เกินสามสิบหกเดือน
                    (๒๒.๓) อาคารซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของบุคคลอื่น ให้ประเมินราคาตามราคาทุนหักด้วยค่าเสื่อมราคาสะสม หรือประเมินราคาด้วยมูลค่ายุติธรรมโดยบริษัทประเมินค่าทรัพย์สินหักด้วยค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุดตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้าย หรือในอัตราส่วนเฉลี่ยของระยะเวลาการเช่าตามที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญาเช่าที่ดินนั้นแล้วแต่อัตราใดจะสูงกว่า และบริษัทประเมินค่าทรัพย์สินดังกล่าวต้องไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทในลักษณะเดียวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัทตามประกาศว่าด้วยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัทประกันวินาศภัย ทั้งนี้การประเมินมูลค่านั้นต้องกระทำมาไม่เกินสามสิบหกเดือน
                    (๒๒.๔) อาคารชุด ให้ประเมินราคาด้วยมูลค่ายุติธรรมโดยบริษัทประเมินค่าทรัพย์สิน หักด้วยค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุดตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้าย และบริษัทประเมินค่าทรัพย์สินดังกล่าวต้องไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทในลักษณะเดียวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัทประกันวินาศภัยตามประกาศว่าด้วยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกรรมการของบริษัทประกันวินาศภัย ทั้งนี้การประเมินมูลค่านั้นต้องกระทำมาไม่เกินสามสิบหกเดือน
          การประเมินราคาตาม (๒๒.๑) (๒๒.๒) และ (๒๒.๓) หากบริษัทเลือกใช้วิธีการใดในการประเมินราคาแล้ว ให้ใช้วิธีนั้นกับอสังหาริมทรัพย์ทุกรายการ ทั้งนี้หากคณะกรรมการเห็นสมควร อาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงวิธีการประเมินราคาได้
          บริษัทจะประเมินราคาโดยใช้มูลค่ายุติธรรมได้ต่อเมื่อบริษัทมีข้อมูลมูลค่ายุติธรรมตามหลักเกณฑ์ข้างต้นของอสังหาริมทรัพย์ครบถ้วนทุกรายการ
          (๒๓) สังหาริมทรัพย์ ให้ประเมินราคาตามราคาทุนหักด้วยค่าเสื่อมราคาสะสมโดยหักค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุดตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้าย แต่ถ้าเป็นสังหาริมทรัพย์ที่อยุ่ในระหว่างการเช่าซื้อที่เข้าเงื่อนไขสัญญาเช่าซื้อ ให้ประเมินราคาตามราคาซื้อขายเงินสด โดยหักค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุดตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้าย
          (๒๔) ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีเงินได้จ่ายล่วงหน้า ภาษีที่ได้ชำระไว้เกินและภาษีซื้อ ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินที่บริษัทสามารถถือเป็นเครดิตในการคำนวณภาษีเงินได้ในปีนั้นๆ หรือในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย
          (๒๕) เงินมัดจำ ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินที่บริษัทมีสิทธิเรียกคืนได้ตามกฎหมาย
          (๒๖) ลูกหนี้จากการขายพันธบัตร ตั๋วเงินคลัง หุ้นสามัญ หุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ หุ้นกู้แปลงสภาพ หน่วยลงทุน ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น หุ้นกู้ หรือหน่วยลงทุน ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินที่ค้างรับได้อีกห้าวันทำการนับจากวันที่ขาย
          (๒๗) ค่าปรับปรุงตกแต่งอาคารที่ใช้ประกอบธุรกิจและเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทให้ประเมินราคาตามราคาทุนหักด้วยค่าเสื่อมราคาสะสม โดยให้หักค่าเสื่อมราคาในอัตราสูงสุดตามประมวลรัษฎากรครั้งสุดท้าย
           ห้ามมิให้ประเมินราคาค่าปรับปรุงตกแต่งอาคารเช่า
          (๒๘) ห้ามมิให้ประเมินราคาสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชี (Deferred tax asset)
          (๒๙) ทรัพย์สินอื่นซึ่งมิได้กำหนดไว้ในหมวดนี้ จะสามารถประเมินราคาให้ได้ต่อเมื่อบริษัททร้องขอ และให้ประเมินราคาตามราคาที่นายทะเบียนกำหนด

หมวด ๓
การประเมินราคาหนี้สิน

     ข้อ ๗ บรรดาหนี้สินทั้งปวงที่บริษัทต้องชำระ หรือมีความผูกพันที่ต้องชำระ หรือคาดว่าต้องชำระให้ประเมินราคาเต็มจำนวน เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้
          (๑) เงินสำรองตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัย ให้ประเมินราคาตามกฎหมายว่าด้วยการคำนวณเงินสำรองของบริษัทประกันวินาศภัย ยกเว้นเงินสำรองที่บริษัทต้องรายงานในรายงานเกี่ยวกับฐานะการเงินและกิจการประจำเดือนของบริษัท ให้ประเมินราคาโดยวิธีประมาณการเงินสำรองที่นายทะเบียนายอมรับ
          (๒) ห้ามมิให้ประเมินค่านายหน้าค้างจ่ายจากเบี้ยประกันภัยค้างรับที่เกินกว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเก็บเบี้ยประกันภัย
          (๓) หนี้สินภาษีเงินได้รอตัดบัญชี (Deferred tax Liability) ห้ามมิให้ประเมินราคา

หมวด ๔
เบ็ดเตล็ด

     ข้อ ๘ ทรัพย์สินของบริษัทซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยโดยใช้อัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยคำนวณไว้ ณ สิ้นวันของวันที่ประเมินราคา
          หนี้สินของบริษัทซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินตราไทยโดยใช้อัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขายซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยคำนวณไว้ ณ สิ้นวันของวันที่ประเมินราคาฃ

     ข้อ ๙ การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัท เมื่อนายทะเบียนเห็นว่าไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้บริษัทแก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้องหรือครบถ้วนสมบูรณ์ ภายในเวลาที่นายทะเบียนกำหนด

หมวด ๕
บทเฉพาะกาล

     ข้อ ๑๐ เงินให้กู้ยืมโดยมีเครื่องจักรจำนองเป็นประกัน ที่ได้ลงทุนตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง การลงทุนประกอบธุรกิจอื่นของบริษัทประกันวินาศภัย ลงวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๔๗ ให้ประเมินราคาตามจำนวนเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระหักด้วยค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ เว้นแต่ในกรณีที่มีการผิดนัดชำระหนี้ให้ประเมินราคา ดังนี้
                    (ก) ผิดนัดชำระตามข้อ ๖ (๙.๑) ให้ประเมินราคาเท่ากับร้อยละสามสิบห้าของมูลค่าเครื่องจักรที่จำนองเป็นประกัน โดยให้ประเมินมูลค่าเครื่องจักรที่จำนองเป็นประกันนั้น ตามราคมซื้อขายในตลาดโดยไม่รวมค่าติดตั้งและค่าขนส่ง
                    (ข) ผิดนัดชำระในกรณีอื่นให้ประเมินราคาตามหลักเกณฑ์ในข้อ ๖ (๙.๒) และข้อ ๖ (๙.๓)
                    (ค) ในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดให้บริษัทมีสิทธิได้รับชำระหนี้ ให้ประเมินราคาตามข้อ ๖ (๙.๕)

          ข้อ ๑๑ ตั้งแต่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ ให้ใช้การประเมินราคาเงินให้กู้ยืมตามประกาศนายทะเบียน เรื่อง การประเมินราคาทรัพย์สินและหนี้สินของบริษัทประกันวินาศภัย ซึ่งใช้บังคับอยู่ก่อนหน้าวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับแทนการประเมินราคาเงินให้กู้ย้มตามข้อ ๖ (๙) แห่งประกาศนี้

          ข้อ ๑๒ ตั้งแต่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับจนถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ การประเมินราคาทรัพย์สินใดที่ต้องประเมินราคาตามราคาทุนตัดจำหน่ายด้วยวิธีดอกเบี้ยที่แท้จริง (Effective interest  rate) ให้ประเมินราคาตามราคาทุนตัดจำหน่าย

          ข้อ ๑๓ สินทรัพย์ของบริษัทที่ติดภาระผูกพันก่อนที่กฎหมายฉบับนี้ จะมีผลใช้บังคับให้สามารถประเมินราคาได้ต่อไปอีกไม่เกินห้าปีนับแต่ประกาสนี้มีผลใช้บังคับ

          ข้อ ๑๔ อสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนก่อนที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ ให้สามารถประเมินราคาตามที่นายทะเบียนกำหนดต่อไปได้อีกไม่เกินหนึ่งปีนับแต่ประกาสนี้มีผลใช้บังคับ ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป


ประกาศ ณ วันที่ ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์
ปลัดกระทรวงการคลัง
ประธานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย

ยกเลิกประกาศ/คำสั่งเดิม :  
วันที่ประกาศ : ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓
วันที่มีผลบังคับ : ๑๑ มกราคม ๒๕๕๓
ผู้ลงนาม : นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง/ประธานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
วันสุดท้ายที่ต้องปฏิบัติ :  
โทษจำคุก :  
โทษปรับ : มาตรา ๘๘, มาตรา ๑๑๑, มาตรา ๑๑๑/๑
หมวด ICP :
5     เลขที่ ICP :  20
หมายเหตุ :  
 
 
 
 
  มาตราที่เกี่ยวข้อง
 
มาตรา
มาตรา ๓๗      
 
 
 
 
 
 
 
© สงวนลิขสิทธิ์ 2554 สมาคมประกันวินาศภัย คุณเข้าชมเป็นลำดับที่ :