• หมวดกฏหมาย
  • ตาราง / ประกาศคำสั่ง
  • ICP
  • ค้นหาตามหมวดอักษร
  • ค้นหาด้วยคำ
  • กฏหมายอื่น
  • รวมคำภิพากษาฎีกา
  • คำชีขาดอนุญาโตตุลาการ
  • คู่มือการใช้งาน
  
 
 
  พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. ๒๕๓๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘
 
 มาตรา ๑
 มาตรา ๒
 มาตรา ๓
 มาตรา ๔
 มาตรา ๕
หมวด ๑ บริษัท
หมวด ๑/๑ การดำรงเงินกองทุนและสินทรัพย์สภาพคล่อง
หมวด ๒ การควบคุมบริษัท
หมวด ๓ การเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย
หมวด ๔ ตัวแทนประกันวินาศภัยและนายหน้าประกันวินาศภัย
หมวด ๔/๑ นักคณิตศาสตร์ประกันภัย
หมวด ๕ กองทุนประกันวินาศภัย
หมวด ๖ บทกำหนดโทษ
บทเฉพาะกาล
อัตราค่าธรรมเนียม

  Support
 
 
มีปัญหาในการเปิดไฟล์ pdf
คลิกดาวน์โหลด Adobe Reader ได้ที่นี่
  Install Adobe Reader
 
มีปัญหาในการแสดงผลหน้าเว็บ
คลิกดาวน์โหลด Flash Player ได้ที่นี่
  Install Adobe Flash Player
 
Home ประกาศคำสั่ง ประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง การกํากับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทประกันวินาศภัย พ.ศ. ๒๕๖๒  
 
   
  ประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง การกํากับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทประกันวินาศภัย พ.ศ. ๒๕๖๒
 
ชื่อประกาศ / คำสั่ง : ประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เรื่อง การกํากับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทประกันวินาศภัย พ.ศ. ๒๕๖๒
ประกาศ / คำสั่งที่เกี่ยวข้อง : ประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
เนื้อหา : ธุรกิจประกันภัยเป็นธุรกิจที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมั่นและหลักความสุจริตใจ ต่อกันเป็นอย่างยิ่งและมีหน้าที่รับผิดชอบต่อผู้เอาประกันภัยและประชาชน การที่บริษัทจะสามารถดําเนิน ธุรกิจได้อย่างมั่นคง ต่อเนื่อง และสามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมในการดําเนินธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างรวดเร็วได้ในปัจจุบัน บริษัทจําเป็นต้องมีระบบการควบคุมภายในที่ส่งเสริมให้เกิดการถ่วงดุลอํานาจ (check and balance) ดูแลให้บริษัทดําเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและเป็นไปตามที่กฎหมายกําหนด มีการบริหารจัดการความเสี่ยงทั่วทั้งองค์กรอย่างเป็นระบบ enterprise risk management) ซึ่งเรื่อง เหล่านี้จะเกิดขึ้นและมีการดําเนินการอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้หากปราศจากการให้ความสําคัญอย่าง จริงจังของคณะกรรมการบริษัท ดังนั้น คณะกรรมการบริษัทจึงเป็นหัวใจสําคัญในการกําหนดเรื่องต่าง ๆ ภายในบริษัท ทั้งการให้ทิศทาง กําหนดนโยบายที่สําคัญ และกลยุทธ์ในการดําเนินธุรกิจ รวมทั้งกํากับดูแล การดําเนินธุรกิจของบริษัททั้งหมด เช่น การจัดให้มีระบบการควบคุมภายในและการบริหารจัดการ ความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ เป็นต้น การกํากับดูแลกิจการที่ดี (corporate governance) จึงมี ความสําคัญต่อธุรกิจประกันภัย เพื่อให้คณะกรรมการบริษัทมีกระบวนการหรือแนวทางในการกํากับดูแล การดําเนินธุรกิจที่ชัดเจน มีความมั่นคง โปร่งใส รับผิดชอบต่อผู้เอาประกันภัย และผู้มีส่วนได้เสียที่นําไปสู่ ความยั่งยืนของบริษัท ซึ่งปัจจัยสําคัญที่นําไปสู่ความสําเร็จของการกํากับดูแลกิจการที่ดี คือ บทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริษัทในฐานะผู้นําองค์กร การแบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบ ของฝ่ายกํากับดูแล และฝ่ายบริหารของบริษัทอย่างชัดเจนเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ อย่างแท้จริง มีกลไกส่งเสริมการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัทโดยการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อย เพื่อช่วยทําหน้าที่กํากับดูแลและกลั่นกรองในเรื่องที่สําคัญของบริษัท เช่น คณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และคณะกรรมการลงทุน เป็นต้น รวมทั้งการกําหนดบทบาทหน้าที่ความ รับผิดชอบและติดตามการดําเนินงานของผู้บริหารอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ บริษัทควรคํานึงและให้ ความสําคัญกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่จะมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและการ เปลี่ยนแปลงรูปแบบในการดําเนินธุรกิจ รวมทั้งการถูกเทคโนโลยีใหม่เข้ามาแทรกแซง (Disruptive Technology) และความเสี่ยงด้านภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Risk) อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๑๒ (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการ กํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๗ (๑๐) และ (๑๒) แห่งพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๑ ประกอบกับมติที่ประชุมคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ประกันภัย ครั้งที่ ๔/๒๕๖๑ เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ และครั้งที่ ๑๒/๒๕๖๑ เมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ คณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัยออกประกาศไว้ ดังนี้ ข้อ ๑ ประกาศนี้เรียกว่า “ ประกาศคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ประกันภัย เรื่อง การกํากับดูแลกิจการที่ดีของบริษัทประกันวินาศภัย พ.ศ. ๒๕๖๒” ข้อ ๒ ประกาศนี้ให้มีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป เว้นแต่ข้อ ๔ วรรคสองและข้อ ๑๕ (๗) ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๓ ข้อ ๓ ให้ยกเลิกประกาศสํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ ประกันภัย เรื่อง แนวปฏิบัติ โครงสร้าง คุณสมบัติ และข้อพึงปฏิบัติที่ดีของกรรมการบริษัทประกันชีวิต และบริษัทประกันวินาศภัย พ.ศ. ๒๕๕๗ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๗ ข้อ ๔ ในประกาศนี้ “กรอบการกํากับดูแลกิจการที่ดี” หมายความว่า หลักปฏิบัติสําหรับคณะกรรมการบริษัท เพื่อให้คณะกรรมการตระหนักและเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ และความรับผิดชอบในฐานะเป็นผู้นําขององค์กร ที่ต้องกํากับดูแล ให้มีการบริหารจัดการที่ดี และนําไปใช้ในการกํากับดูแลให้บริษัทมีผลการดําเนินงานที่ดี ในระยะยาว น่าเชื่อถือ เพื่อประโยชน์ในการสร้างคุณค่าให้บริษัทอย่างยั่งยืน ซึ่งประกอบด้วยการกําหนด ทิศทาง นโยบาย และกลยุทธ์ของบริษัท การกํากับดูแลให้บริษัทมีกระบวนการและกลไกในการควบคุม กํากับ และตรวจสอบที่มีประสิทธิผล และการติดตามกํากับดูแลการดําเนินงานของบริษัทอย่างต่อเนื่อง “คณะกรรมการบริษัท” หมายความว่า คณะกรรมการของบริษัทตามกฎหมายว่าด้วย ประกันวินาศภัย และให้หมายความรวมถึง คณะกรรมการบริหารสาขาของบริษัทประกันวินาศภัย ต่างประเทศ ที่ได้รับใบอนุญาตประกอบ ธุรกิจประกันวินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยประกันวินาศภัย ซึ่งต้องมีผู้จัดการสาขาเป็นกรรมการรวมอยู่ด้วย “กรรมการ” หมายความว่า ผู้ดํารงตําแหน่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการของบริษัท “กรรมการที่เป็นผู้บริหาร” หมายความว่า กรรมการที่ดํารงตําแหน่งเป็นผู้บริหาร กรรมการที่ทําหน้าที่รับผิดชอบในการดําเนินการใด ๆ เยี่ยงผู้บริหาร และให้หมายความรวมถึงกรรมการ ที่มีอํานาจลงนามผูกพัน เว้นแต่จะแสดงได้ว่าเป็นการลงนามผูกพัน ตามรายการที่คณะกรรมการบริษัท มีมติอนุมัติไว้แล้ว และเป็นการลงนามร่วมกับกรรมการรายอื่น “ผู้จัดการ” หมายความว่า บุคคลที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัทให้เป็น ผู้ดูแลรับผิดชอบสูงสุดในการบริหารงานของบริษัท ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างใดก็ตาม “ผู้บริหาร” หมายความว่า ผู้จัดการ ผู้ดํารงตําแหน่งระดับบริหารสี่รายแรกนับต่อจาก ผู้จัดการลงมา ผู้ซึ่งดํารงตําแหน่งเทียบเท่ากับผู้ดํารงตําแหน่งระดับบริหารรายที่สี่ทุกราย และให้หมายความ รวมถึงผู้ดํารงตําแหน่งระดับบริหารในสายงานบัญชีหรือการเงินที่เป็นระดับผู้จัดการฝ่ายขึ้นไป หรือเทียบเท่า “นิติบุคคล” หมายความว่า บริษัทจํากัด บริษัทมหาชนจํากัด ห้างหุ้นส่วนจํากัด ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่นซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ หรือตามกฎหมาย ต่างประเทศ แต่ไม่รวมถึงบริษัทตามกฎหมายว่าด้วยประกันชีวิต และบริษัทตามกฎหมายว่าด้วย ประกันวินาศภัย “บริษัท” หมายความว่า บริษัทมหาชนจํากัดที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกัน วินาศภัยตามกฎหมายว่าด้วยประกันวินาศภัย และหมายความรวมถึงสาขาของบริษัทประกันวินาศภัย ต่างประเทศที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วย ประกันวินาศภัยด้วย “บริษัทใหญ่” หมายความว่า นิติบุคคลที่มีลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๑) นิติบุคคลที่มีอํานาจควบคุมกิจการของบริษัท (๒) นิติบุคคลที่มีอํานาจควบคุมกิจการของนิติบุคคลตาม (๑) (๓) นิติบุคคลที่มีอํานาจควบคุมกิจการของนิติบุคคลตาม (๒) ต่อไปเป็นทอด ๆ โดยเริ่ม จากการมีอํานาจควบคุมกิจการของนิติบุคคลตาม (๒) “บริษัทย่อย” หมายความว่า นิติบุคคลที่มีลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๑) นิติบุคคลที่บริษัทมีอํานาจควบคุมกิจการ (๒) นิติบุคคลที่นิติบุคคลตาม (๑) มีอํานาจควบคุมกิจการ (๓) นิติบุคคลที่อยู่ภายใต้อํานาจควบคุมกิจการของนิติบุคคลตาม (๒) ต่อไปเป็นทอด ๆ โดยเริ่มจากการอยู่ภายใต้อํานาจควบคุมกิจการของนิติบุคคลตาม (๒) “บริษัทย่อยลําดับเดียวกัน” หมายความว่า บริษัทย่อยตั้งแต่สองบริษัทย่อยขึ้นไปที่มี บริษัทใหญ่เดียวกันไม่ว่าบริษัทย่อยนั้นจะอยู่ในชั้นลําดับใด ๆ “บริษัทร่วม” หมายความว่า นิติบุคคลที่บริษัทหรือบริษัทย่อยมีอํานาจในการมีส่วนร่วม ตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายทางการเงินและการดําเนินงานของนิติบุคคล แต่ไม่ถึงระดับที่จะมีอํานาจควบคุม นโยบายดังกล่าว และไม่ถือเป็นบริษัทย่อยหรือกิจการร่วมค้า ในกรณีที่บริษัทหรือบริษัทย่อยถือหุ้นไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมรวมกันตั้งแต่ร้อยละยี่สิบ แต่ไม่เกินร้อยละห้าสิบของจํานวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริษัทหรือ บริษัทย่อยมีอํานาจในการมีส่วนร่วมตัดสินใจตามวรรคหนึ่ง เว้นแต่จะพิสูจน์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น “ผู้ถือหุ้นรายใหญ่” หมายความว่า ผู้ถือหุ้นในบริษัทเกินกว่าร้อยละสิบของจํานวนหุ้น ที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท การถือหุ้นดังกล่าวให้นับรวมหุ้นที่ถือโดยผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย “อํานาจควบคุมกิจการ” หมายความว่า การมีความสัมพันธ์ในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๑) การถือหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทหรือนิติบุคคลเกินกว่าร้อยละห้าสิบของจํานวน สิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทหรือนิติบุคคลนั้น (๒) การมีอํานาจควบคุมคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทหรือ นิติบุคคล ไม่ว่าโดยตรง หรือโดยอ้อม หรือไม่ว่าเพราะเหตุอื่นใด (๓) การมีอํานาจควบคุมการแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการตั้งแต่กึ่งหนึ่งของกรรมการ ทั้งหมดไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม “ผู้มีอํานาจควบคุม” หมายความว่า ผู้ถือหุ้นหรือบุคคลอื่นซึ่งโดยพฤติการณ์มีอิทธิพลต่อ การกําหนดนโยบาย การจัดการ หรือการดําเนินงานของบริษัทหรือนิติบุคคลอย่างมีนัยสําคัญไม่ว่าอิทธิพล ดังกล่าวจะสืบเนื่องจากการเป็นผู้ถือหุ้น หรือได้รับมอบอํานาจตามสัญญา หรือการอื่นใดก็ตามโดยเฉพาะ อย่างยิ่งคือบุคคลที่เข้าลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๑) บุคคลที่มีสิทธิออกเสียงไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมเกินกว่าร้อยละยี่สิบห้าของ จํานวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัทหรือนิติบุคคล (๒) บุคคลที่ตามพฤติการณ์สามารถควบคุมการแต่งตั้งหรือถอดถอนกรรมการของบริษัท หรือนิติบุคคลนั้นได้ (๓) บุคคลที่ตามพฤติการณ์สามารถควบคุมผู้ซึ่งรับผิดชอบในการกําหนดนโยบาย การจัดการ หรือการดําเนินงานของบริษัทหรือนิติบุคคลให้ปฏิบัติตามคําสั่งของตนในการกําหนดนโยบาย การจัดการหรือการดําเนินงานของบริษัทหรือนิติบุคคล (๔) บุคคลที่ตามพฤติการณ์มีการดําเนินงานในบริษัทหรือนิติบุคคล หรือมีความรับผิดชอบ ในการดําเนินงานของบริษัทเยี่ยงกรรมการหรือผู้บริหาร รวมทั้งบุคคลที่มีตําแหน่งซึ่งมีอํานาจหน้าที่ เช่นเดียวกับบุคคลดังกล่าวของบริษัทหรือนิติบุคคลนั้น “ผู้ที่เกี่ยวข้อง” หมายความว่า บุคคลที่มีความสัมพันธ์กับบุคคลใดในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๑) คู่สมรสของบุคคลดังกล่าว (๒) บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลดังกล่าว (๓) ห้างหุ้นส่วนสามัญซึ่งบุคคลดังกล่าวหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) เป็นหุ้นส่วน (๔) ห้างหุ้นส่วนจํากัดที่บุคคลดังกล่าวหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) เป็นหุ้นส่วนจําพวก ไม่จํากัดความรับผิด หรือเป็นหุ้นส่วนจําพวกจํากัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินกว่าร้อยละสามสิบของหุ้น ทั้งหมด ของห้างหุ้นส่วนจํากัด (๕) บริษัทจํากัดหรือบริษัทมหาชนจํากัดที่บุคคลดังกล่าวหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) หรือห้างหุ้นส่วนตาม (๓) หรือ (๔) ถือหุ้นรวมกันเกินกว่าร้อยละสามสิบของจํานวนหุ้นที่จําหน่ายได้แล้ว ทั้งหมดของบริษัทจํากัดหรือบริษัทมหาชนจํากัดนั้น (5) บริษัทจํากัดหรือบริษัทมหาชนจํากัดที่บุคคลดังกล่าวหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) หรือห้างหุ้นส่วนตาม (๓) หรือ (๔) หรือบริษัทตาม (๕) ถือหุ้นรวมกันเกินกว่าร้อยละสามสิบของจํานวน หุ้นที่จําหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจํากัดหรือบริษัทมหาชนจํากัดนั้น หรือ (๗) นิติบุคคลที่บุคคลดังกล่าวสามารถมีอํานาจในการจัดการในฐานะเป็นผู้แทนของ นิติบุคคล “ผู้ถือหุ้นที่มีนัย” หมายความว่า ผู้ถือหุ้นในกิจการใดเกินกว่าร้อยละสิบของจํานวนหุ้น ที่มีสิทธิออกเสียง ทั้งหมดของกิจการนั้น และการถือหุ้นดังกล่าวให้นับรวมหุ้นที่ถือโดยผู้ที่เกี่ยวข้องด้วย “สํานักงาน” หมายความว่า สํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบ ธุรกิจประกันภัย ข้อ ๕ สํานักงานอาจกําหนดแนวทางในรายละเอียดเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตาม ประกาศนี้ได้ และเมื่อมีการปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว ให้ถือว่าบริษัทได้ปฏิบัติตามประกาศนี้ในส่วนที่ เกี่ยวข้องแล้ว หมวด ๑ กรอบการกํากับดูแลกิจการที่ดี (corporate governance framework) ข้อ 5 บริษัทต้องจัดทํากรอบการกํากับดูแลกิจการที่ดีเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งได้รับ การอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท และจัดให้มีการทบทวนกรอบการกํากับดูแลกิจการที่ดีอย่างน้อยปีละ หนึ่งครั้ง เพื่อให้มีความเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งนี้ บริษัทต้องจัดส่งกรอบการกํากับดูแลกิจการที่ดีให้สํานักงานภายในสามสิบวัน นับตั้งแต่วันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ และภายในหนึ่งเดือนนับจากวันที่คณะกรรมการบริษัทอนุมัติ การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสําคัญ หมวด ๒ โครงสร้าง องค์ประกอบ หน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการ และกรรมการ ข้อ ๗ บริษัทต้องกําหนดโครงสร้างคณะกรรมการ องค์ประกอบ และจํานวนกรรมการ ที่เหมาะสม โดยคํานึงถึงลักษณะ ขนาด ความซับซ้อนของบริษัท มีการถ่วงดุลอํานาจและความสามารถ ของกรรมการในการทํางานร่วมกันอย่างเหมาะสม และเป็นไปตามที่กฎหมายว่าด้วยประกันวินาศภัยและ ตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจํากัดกําหนด ข้อ ๘ คณะกรรมการบริษัทต้องมีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ที่เพียงพอ เข้าใจ ถึงคุณสมบัติ หน้าที่และความรับผิดชอบของตน และมีประสบการณ์หรือทักษะที่หลากหลายเหมาะสมกับ ลักษณะ ขนาด ความซับซ้อน และความเสี่ยงของบริษัท ทั้งนี้ บริษัทควรมีกรรมการที่มีความรู้ หรือ ประสบการณ์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างน้อยหนึ่งท่าน คณะกรรมการบริษัทตามวรรคหนึ่ง ต้องมีองค์ประกอบ ดังนี้ (๑) กรรมการที่เป็นผู้บริหารมีจํานวนไม่เกินหนึ่งในสามของจํานวนกรรมการทั้งหมด (๒) กรรมการอิสระ มีจํานวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจํานวนกรรมการทั้งหมด (๓) ประธานคณะกรรมการของบริษัทต้องเป็นกรรมการอิสระหรือ กรรมการที่ไม่เป็นกรรมการที่เป็นผู้บริหาร เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบเป็นรายกรณีจากสํานักงานในการแก้ไขปัญหาตามช่วง ระยะเวลาที่ได้รับการอนุมัติจากสํานักงาน ข้อ ๔ กรรมการต้องมีคุณสมบัติ ความเหมาะสม และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่ กฎหมายว่าด้วยประกันวินาศภัยกําหนด ข้อ ๑๐ กรรมการอิสระตามข้อ ๔ (๒) จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (๑) ถือหุ้นไม่เกินร้อยละหนึ่งของจํานวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอํานาจควบคุมของบริษัท ทั้งนี้ ให้นับรวมการถือหุ้นของ ผู้ที่เกี่ยวข้องของกรรมการอิสระรายนั้น ๆ ด้วย (๒) ไม่เป็นหรือเคยเป็นกรรมการที่เป็นผู้บริหาร ลูกจ้าง พนักงาน ที่ปรึกษาที่ได้เงินเดือน ประจํา หรือผู้มีอํานาจควบคุมของบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม บริษัทย่อย ลําดับเดียวกัน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอํานาจควบคุมของบริษัท เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าวมาแล้ว ไม่น้อยกว่าสองปีก่อนวันที่เข้ารับตําแหน่ง ทั้งนี้ ลักษณะต้องห้ามดังกล่าวไม่รวมถึงกรณี ที่กรรมการอิสระ เคยเป็นข้าราชการ หรือที่ปรึกษาของส่วนราชการซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือของส่วนราชการที่มีอํานาจ ควบคุมบริษัท (๓) ไม่เป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิต หรือโดยการจดทะเบียนตามกฎหมาย ในลักษณะที่เป็นบิดา มารดา คู่สมรส พี่น้อง และบุตร รวมทั้งคู่สมรสของบุตร ของกรรมการรายอื่น ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ผู้มีอํานาจควบคุม หรือบุคคลที่จะได้รับการเสนอให้เป็นกรรมการ ผู้บริหารหรือ ผู้มีอํานาจควบคุมของบริษัท หรือบริษัทย่อย (๔) ไม่มีหรือเคยมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอํานาจควบคุมของบริษัท ในลักษณะที่อาจเป็นการขัดขวางการใช้วิจารณญาณ อย่างอิสระของตน รวมทั้งไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัย หรือผู้มีอํานาจควบคุมของผู้ที่มีความสัมพันธ์ ทางธุรกิจกับบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอํานาจควบคุมของบริษัท เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าว มาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีก่อนวันที่เข้ารับตําแหน่ง ความสัมพันธ์ทางธุรกิจตามวรรคหนึ่ง ให้หมายความรวมถึงการทํารายการทางการค้า ที่กระทําเป็นปกติเพื่อประกอบกิจการ การเช่าหรือให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ รายการเกี่ยวกับสินทรัพย์หรือ บริการ หรือการให้หรือรับความช่วยเหลือทางการเงิน ด้วยการกู้หรือให้กู้ยืม ค้ําประกัน การให้สินทรัพย์ เป็นหลักประกันหนี้สิน รวมถึง พฤติการณ์อื่น ทํานองเดียวกัน ซึ่งเป็นผลให้บริษัทหรือคู่สัญญามีภาระหนี้ ที่ต้องชําระต่ออีกฝ่ายหนึ่งตั้งแต่ร้อยละสามของสินทรัพย์ ที่มีตัวตนสุทธิของบริษัทหรือตั้งแต่ยี่สิบล้านบาท ขึ้นไป แล้วแต่จํานวนใดจะต่ํากว่า (๕) ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้สอบบัญชีของบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือผู้มีอํานาจควบคุมของบริษัท และไม่เป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัย ผู้มีอํานาจควบคุม หรือหุ้นส่วน ของสํานักงานสอบบัญชี ซึ่งมีผู้สอบบัญชีของบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอํานาจควบคุมของบริษัท สังกัดอยู่ เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่า สองปีก่อนวันที่เข้ารับตําแหน่ง (๖) ไม่เป็นหรือเคยเป็นผู้ให้บริการทางวิชาชีพใด ๆ ซึ่งรวมถึงการให้บริการเป็นที่ปรึกษา กฎหมาย หรือที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่งได้รับค่าบริการเกินกว่าสองล้านบาทต่อปีจากบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอํานาจควบคุมของบริษัท และไม่เป็นผู้ถือหุ้นที่มีนัย ผู้มีอํานาจควบคุม หรือหุ้นส่วนของผู้ให้บริการทางวิชาชีพนั้นด้วย เว้นแต่จะได้พ้นจากการมีลักษณะ ดังกล่าวมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีก่อนวันที่เข้ารับตําแหน่ง (๗) ไม่เป็นกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของกรรมการของบริษัท ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (๘) ไม่ประกอบกิจการที่มีสภาพอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันที่มีนัยกับกิจการของ บริษัท หรือบริษัทย่อย หรือไม่เป็นหุ้นส่วนที่มีนัยในห้างหุ้นส่วน หรือเป็นกรรมการที่เป็นผู้บริหาร ลูกจ้าง พนักงาน ที่ปรึกษา ที่รับเงินเดือนประจํา หรือถือหุ้นเกินร้อยละหนึ่งของจํานวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง ทั้งหมดของนิติบุคคลอื่นซึ่งประกอบกิจการที่มีสภาพอย่างเดียวกันและเป็นการแข่งขันที่มีนัยกับกิจการ ของบริษัทหรือบริษัทย่อย (๔) ไม่มีลักษณะอื่นใดที่ทําให้ไม่สามารถให้ความเห็นอย่างเป็นอิสระเกี่ยวกับการ ดําเนินงานของบริษัท ภายหลังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการอิสระที่มีลักษณะเป็นไปตามวรรคหนึ่งแล้ว กรรมการอิสระอาจได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริษัท ให้ตัดสินใจในการดําเนินกิจการของบริษัท บริษัทใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม บริษัทย่อยลําดับเดียวกัน ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้มีอํานาจควบคุมของ บริษัทโดยมีการตัดสินใจในรูปแบบขององค์คณะได้ เพื่อประโยชน์ตาม (๕) และ (5) คําว่า “หุ้นส่วน” ให้หมายความรวมถึง บุคคลที่ได้รับ มอบหมายจาก สํานักงานสอบบัญชี หรือผู้ให้บริการทางวิชาชีพ ให้เป็นผู้ลงลายมือชื่อในรายงานการสอบ บัญชีหรือรายงานการให้บริการทางวิชาชีพ แล้วแต่กรณี ในนามของนิติบุคคลนั้น ข้อ ๑๑ ในกรณีที่บุคคลที่บริษัทแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งกรรมการอิสระเป็นบุคคลที่มี หรือเคยมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือการให้บริการทางวิชาชีพเกินมูลค่าที่กําหนดตามข้อ ๑๐ (๔) หรือ (5) ให้บริษัทได้รับการผ่อนผันข้อห้ามการมีหรือเคยมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือการให้บริการทางวิชาชีพ เกินมูลค่าดังกล่าว เมื่อบริษัทได้จัดให้มีความเห็นคณะกรรมการบริษัทที่แสดงว่าได้พิจารณาแล้วว่า การแต่งตั้งบุคคลดังกล่าว ไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่และการให้ความเห็นที่อิสระ และจัดให้มี การเปิดเผยข้อมูลดังต่อไปนี้ ในหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้นในวาระพิจารณาแต่งตั้งกรรมการอิสระด้วย (๑) ลักษณะความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือการให้บริการทางวิชาชีพ ที่ทําให้บุคคลดังกล่าว มีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนด (๒) เหตุผลและความจําเป็นที่ยังคงหรือแต่งตั้งให้บุคคลดังกล่าวเป็นกรรมการอิสระ (๓) ความเห็นของคณะกรรมการบริษัทในการเสนอให้มีการแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวเป็น กรรมการอิสระ ข้อ ๑๒ คณะกรรมการของบริษัทมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการกําหนดกรอบการ กํากับดูแลกิจการที่ดี กลยุทธ์และนโยบายที่สําคัญ ดูแลให้บริษัทมีกลไกในการควบคุม กํากับ ที่มีประสิทธิผล และติดตามดูแลการดําเนินงานของบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บริษัทดําเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรม โปร่งใส รับผิดชอบต่อผู้มีส่วนได้เสียภายใต้หลักการกํากับดูแลกิจการที่ดี และสร้างคุณค่าให้บริษัทอย่างเหมาะสม ในระยะยาว โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ (๑) กําหนดทิศทาง นโยบาย และกลยุทธ์ของบริษัท ซึ่งต้องประกอบด้วยรายละเอียด อย่างน้อย ดังต่อไปนี้ (ก) กําหนดทิศทางและเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ในภาพรวมของบริษัท รวมทั้งพิจารณา อนุมัตินโยบาย และกลยุทธ์ในการดําเนินงานของบริษัท โดยกํากับดูแลให้บริษัทคํานึงถึงการดําเนินธุรกิจ อย่างยั่งยืน และหลีกเลี่ยงการรับความเสียงที่เกินกว่าระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (ข) กํากับดูแลให้บริษัทมีนโยบายการดูแลความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (conflict of interest) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการกระทําเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง หรือเกิดปัญหาความ ขัดแย้งทางผลประโยชน์ และการไม่คํานึงถึงความเสี่ยงที่สําคัญของบริษัท (ค) กํากับดูแลให้บริษัทมีนโยบายและกระบวนการแจ้งเบาะแสภายในองค์กร (whistleblowing policy and procedure) ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีการสอดส่องดูแลและรายงานการ กระทําที่อาจผิดกฎหมาย ขัดต่อนโยบาย ระเบียบ กระบวนการภายใน และจรรยาบรรณทางธุรกิจ (ง) กํากับดูแลให้บริษัทมีการกําหนดนโยบายการจ่ายค่าตอบแทนเป็นลายลักษณ์ อักษร โดยอย่างน้อยต้องครอบคลุมถึงกรรมการ ผู้บริหาร บุคลากรหลักในหน่วยงานควบคุม และพนักงาน ในหน่วยงานที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่สําคัญ (major risk-taking staf) อย่างเหมาะสม สะท้อนวัตถุประสงค์ และความเสี่ยงของแต่ละหน่วยงาน โดยคํานึงถึงความมั่นคงในระยะยาวของบริษัท รวมถึงไม่สร้าง แรงจูงใจในการทําธุรกรรมที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงมากเกินไปจนกระทบต่อความมั่นคงของบริษัทและ ผลประโยชน์ของผู้เอาประกันภัย (จ) กําหนดให้บริษัทมีบทบัญญัติเกี่ยวกับจรรยาบรรณและจริยธรรมทางธุรกิจ จริยธรรมของกรรมการ ผู้บริหารและพนักงาน เพื่อยึดถือเป็นแนวปฏิบัติภายในบริษัท (๒) กํากับดูแลให้บริษัทมีกระบวนการ และกลไกในการควบคุม ติดตามและตรวจสอบ ที่มีประสิทธิผล ซึ่งต้องประกอบด้วยรายละเอียดอย่างน้อย ดังต่อไปนี้ (ก) กําหนดโครงสร้างบริษัทให้มีการแบ่งแยกหน้าที่ในการกํากับดูแลและการบริหาร จัดการ และกําหนดบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของคณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร และบุคลากร หลักในหน่วยงานควบคุมต่าง ๆ อย่างชัดเจน เพื่อให้มีการกํากับดูแลการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม (ข) กํากับดูแลให้บริษัทมีระบบการบริหารความเสี่ยงและควบคุมภายในตามที่ กฎหมายกําหนด เหมาะสมกับลักษณะ ขนาด และความซับซ้อนของบริษัท โดยคณะกรรมการต้องดูแลให้ บริษัทมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพสามารถรองรับความเสี่ยงที่สําคัญ และควบคุมความ เสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ รวมทั้งกํากับดูแลให้บริษัทมีระบบการควบคุมภายในและการตรวจสอบ ภายในที่มีประสิทธิภาพ (ค) พิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อยที่เหมาะสมกับลักษณะ ขนาด และ ความซับซ้อนของธุรกิจ เพื่อช่วยสนับสนุนการทําหน้าที่ของคณะกรรมการบริษัท รวมถึงพิจารณา การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบและการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสําคัญต่อการปฏิบัติงานของคณะกรรมการชุดย่อย ทั้งนี้ ต้องพิจารณาแต่งตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง และคณะกรรมการลงทุนเป็นอย่างน้อย โดยอาจพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการชุดย่อยอื่น ๆ ตามความจําเป็น และเหมาะสมก็ได้ เช่น คณะกรรมการกําหนดค่าตอบแทน คณะกรรมการสรรหา และคณะกรรมการกํากับ ดูแลด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นต้น (ง) กํากับดูแลการสอบบัญชีของบริษัท โดยครอบคลุมถึงเรื่อง ดังต่อไปนี้ ๑) พิจารณาแต่งตั้ง และถอดถอนบุคคลที่มีความเป็นอิสระเพื่อทําหน้าที่เป็น ผู้สอบบัญชีของบริษัทและกําหนดค่าตอบแทนอย่างเหมาะสม ๒) กําหนดให้ผู้สอบบัญชีจัดทํารายงาน (management letter) และข้อคิดเห็น จากผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเสนอต่อคณะกรรมการของบริษัท ๓) จัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการบริษัทหรือคณะกรรมการ ตรวจสอบ และผู้สอบบัญชีของบริษัทเป็นประจําอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง โดยไม่มีผู้บริหารเข้าร่วมประชุมด้วย ทั้งนี้ ในกระบวนการพิจารณาแต่งตั้งผู้สอบบัญชี ต้องพิจารณาผู้สอบบัญชีที่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจประกันภัย การประเมินมูลค่าสํารองประกันภัย และการดําเนินธุรกิจประกันภัย เป็นอย่างน้อย และควรเป็นผู้สอบบัญชีตามรายชื่อที่ได้รับความเห็นชอบจากสํานักงานคณะกรรมการ กํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์เป็นสําคัญ (จ) กํากับดูแลให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของคณะกรรมการบริษัทเป็นประจํา ทุกปี เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคณะกรรมการยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิผล ทั้งนี้ อาจกําหนดให้การประเมินผลการปฏิบัติงานเป็นในรูปแบบ ของกรรมการองค์รวมทั้งคณะ หรือกรรมการเป็นรายบุคคลก็ได้ (ฉ) กํากับดูแลให้บริษัทมีการเปิดเผยข้อมูลด้านการกํากับดูแลกิจการที่ดีต่อ สาธารณะ (ช) กํากับดูแลให้บริษัทมีกระบวนการจัดทํารายงานทางการเงินที่ถูกต้องและ น่าเชื่อถือ และเปิดเผยข้อมูลสําคัญต่าง ๆ อย่างถูกต้อง เพียงพอ ทันเวลา ต่อสาธารณะและหน่วยงานกํากับ ตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง (๓) ติดตามกํากับดูแลการดําเนินงานของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องประกอบด้วย รายละเอียดอย่างน้อย ดังต่อไปนี้ (ก) กํากับดูแลให้บริษัทปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ และระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ การดําเนินธุรกิจของบริษัทที่ดี (ข) กํากับดูแลและติดตามการดําเนินงานของผู้บริหารให้เป็นไปตามกลยุทธ์และ นโยบายที่กําหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (ค) กํากับดูแลให้บริษัทมีเงินกองทุนที่มั่นคงและเพียงพอรองรับการดําเนินธุรกิจ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต และติดตามฐานะเงินกองทุนอย่างสม่ําเสมอ รวมถึงมีกระบวนการหรือเครื่องมือ ที่ใช้ดูแลความเพียงพอของเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่มั่นคง (ง) กํากับดูแลให้ผู้บริหารรายงานเรื่องที่สําคัญของบริษัท และมีกระบวนการในการ รายงานข้อมูล เพื่อให้คณะกรรมการบริษัทได้รับข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะปฏิบัติตามอํานาจ หน้าที่ และ ความรับผิดชอบได้อย่างสมบูรณ์ (จ) กํากับดูแลให้บริษัทมีการปฏิบัติต่อลูกค้าอย่างเป็นธรรม โดยมีการกําหนด ขั้นตอนหรือกระบวนการในการเสนอขายและชดใช้เงินค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาอย่างชัดเจน ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด หรือใช้ประโยชน์จากความเข้าใจผิดของลูกค้า ข้อ ๑๓ กรรมการและผู้จัดการสาขาของบริษัทประกันวินาศภัยต่างประเทศต้องมีหน้าที่ และความรับผิดชอบ ดังต่อไปนี้ (๑) ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยประกันวินาศภัย และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง (๒) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์สุจริต และระมัดระวัง คํานึงถึงผลประโยชน์ ของบริษัท และผู้เอาประกันภัยเป็นสําคัญ ต้องไม่ใช้ตําแหน่งหน้าที่กรรมการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน หรือกระทําการที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท รวมทั้งปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ ข้อบังคับของบริษัท มติคณะกรรมการ ตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น (๓) เข้าใจบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเอง รวมทั้งมีส่วนร่วมในการแสดง ความคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการประชุม ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างอย่างเต็มความสามารถ รวมถึงเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการทุกครั้ง เว้นแต่มีเหตุจําเป็น (๔) ตัดสินใจอย่างเป็นอิสระ สมเหตุสมผล อยู่บนพื้นฐานของการมีข้อมูลที่เพียงพอ สําหรับการตัดสินใจ ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ในกรณีการประชุม คณะกรรมการซึ่งมีวาระที่กรรมการคนใดมีผลประโยชน์เกี่ยวข้องไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมจะต้องแจ้งให้ คณะกรรมการทราบ และไม่เข้าไปมีส่วนร่วมหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจหรือลงมติในการประชุม วาระนั้น ข้อ ๑๔ ความในข้อ ๗ ข้อ ๘ วรรคสอง ข้อ ๔ ข้อ ๑๐ และข้อ ๑๑ มิให้นํามาใช้บังคับ แก่บริษัทที่เป็นสาขาของบริษัทประกันวินาศภัยต่างประเทศที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย ตามกฎหมายว่าด้วยประกันวินาศภัย หมวด ๓ หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บริหาร ข้อ ๑๕ ผู้บริหาร มีหน้าที่ความรับผิดชอบในการดําเนินงานตามกลยุทธ์และนโยบาย ที่คณะกรรมการบริษัทกําหนด เพื่อให้บริษัทบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายในการดําเนินธุรกิจของบริษัท อย่างน้อยดังต่อไปนี้ (๑) นํากลยุทธ์และนโยบายในการดําเนินธุรกิจที่คณะกรรมการบริษัทกําหนดไปปฏิบัติ อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคํานึงถึงการสร้างมูลค่าในระยะยาวและการดําเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัท (๒) ส่งเสริม สนับสนุน และดําเนินการให้บริษัทมีการบริหารจัดการความเสี่ยง มีระบบ การควบคุมภายในอย่างมีประสิทธิภาพ มีการปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้อย่างถูกต้อง และมีการปฏิบัติ ต่อผู้เอาประกันภัยอย่างเป็นธรรม (๓) มีการรายงานข้อมูลที่สําคัญเกี่ยวกับผลการดําเนินงานของบริษัท ระดับความเสี่ยง ของบริษัท และผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารต่อคณะกรรมการบริษัทอย่างถูกต้อง เพียงพอ และทันเวลา เพื่อให้คณะกรรมการบริษัทสามารถกํากับดูแลและติดตามผลการดําเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (๔) กําหนดโครงสร้างสายการบังคับบัญชาหรือสายการรายงานที่เหมาะสม รวมถึง การกําหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงานภายใต้สายการบังคับบัญชานั้นอย่างชัดเจน ให้เอื้อ ต่อการบริหารจัดการความเสี่ยง และการกํากับ ควบคุม ตรวจสอบ อย่างมีประสิทธิภาพ (๕) ส่งเสริมให้บริษัทมีวัฒนธรรมการบริหารความเสี่ยง ดูแลและควบคุมความเสี่ยงของ บริษัทให้อยู่ในระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (risk appetite) ตามที่คณะกรรมการบริษัทกําหนด รวมทั้ง สื่อสารให้พนักงานทุกคนในบริษัทเข้าใจและตระหนักถึงความสําคัญของนโยบายการบริหารความเสี่ยง ของบริษัท (5) จัดให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้บริหารเป็นประจําทุกปี โดยเปรียบเทียบ กับเป้าหมายที่คณะกรรมการบริษัทกําหนดไว้ และรายงานผลการประเมินต่อคณะกรรมการบริษัท (๗) ต้องไม่ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานเต็มเวลาที่องค์กรอื่น เว้นแต่คณะกรรมการบริษัท พิจารณาแล้วเห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาที่องค์กรอื่นนั้นไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการ ปฏิบัติหน้าที่ให้บริษัท ประกาศ ณ วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๒ (นายประสงค์ พูนธเนศ) ปลัดกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการ คณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
ยกเลิกประกาศ/คำสั่งเดิม :  
วันที่ประกาศ : ประกาศ ณ วันที่ ๑๐ มกราคม ๒๕๖๒
วันที่มีผลบังคับ : เมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ผู้ลงนาม : (นายประสงค์ พูนธเนศ) ปลัดกระทรวงการคลัง ประธานกรรมการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจ
วันสุดท้ายที่ต้องปฏิบัติ :  
โทษจำคุก :  
โทษปรับ :  
หมวด ICP :
6     เลขที่ ICP :  15
หมายเหตุ :  
 
 
 
 
  มาตราที่เกี่ยวข้อง
 
มาตรา
มาตรา ๓๗      
 
 
 
 
 
 
 
© สงวนลิขสิทธิ์ 2554 สมาคมประกันวินาศภัย คุณเข้าชมเป็นลำดับที่ :